 |
 |

พระพุธเจ้าโปรดปัญจวัคคีทั้ง5
ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
|
|
 |
ขณะนี้มี, 1 บุคคลทั่วไป และ 0 สมาชิก. เข้าใช้โปรแกรม.
ท่านยังไม่ได้ลงทะเบียนเป็นสมาชิก หากท่านต้องการ กรุณาสมัครฟรีได้ที่นี่
|
|
|
 |
 |
 |
|
พุทธทำนาย ตอน 1 พุทธทำนาย อยู่ในคัมภีร์เอกนิบาตชาดก วรุณวรรค พระเจ้าปเสนทิ แห่งแคว้นโกศล ทรงพระสุบินพิสดาร คืนเดียว เป็นเรื่องเป็นราวติดต่อกัน 16 ตอน
พระสุบิน ตอนที่ 1 พระเจ้าปเสนทิกราบทูลพระพุทธเจ้า ว่า ข้าพระองค์เห็นโคอุสุภราชร่างกายกำยำ ขนเขางาม สีหนังน้ำเงินคล้ำ ใกล้ดำเหมือนสีดอกอัญชันแก่...สี่ตัว มันมาจากไหนไม่ปรากฏ วิ่งเพริดเตลิดมาพร้อมกันที่หน้าพระลาน ทำอาการเหมือนหนึ่งจะเข้าชนกัน เมื่อมหาชนแตกตื่นออกมาดูสัตว์กีฬา เข้าใจว่าโคประหลาดทั้งสี่จักทะยานเข้าประหารกัน แต่โคเหล่านั้น ก็เพียงส่งเสียงร้องก้องขู่เข็ญจะเอาชีวิตกัน แล้วก็กลับหันหลังให้กันเสีย ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จะเป็นประการใดหรือ พระพุทธเจ้าข้า
ดูกร มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จักมีในอนาคตกาล พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ ในกาลนั้น ผู้มีอำนาจปกครองคน มิได้ตั้งตนอยู่ในธรรม บำเพ็ญแต่อกุศล ทุจริต สั่งสมแต่ความประพฤติผิด และยังเสวนากับคนผิด เห็นแก่อามิสและอำนาจ เทพเจ้าจึงบันดาลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สรรพธัญญาหารจักเสื่อมโทรมไม่เป็นผล เกิดอดอยากกันขึ้นทั่วประเทศมณฑล
อนึ่ง...เวลาที่ชาวบ้านนำข้าวเปลือกออกตากแผ่ไว้ในกลางแดด เมฆก็แสร้งตั้งเค้าขึ้นทั้งสี่ทิศ สำแดงอาการวิปริตเหมือนจะขับฝนให้ตก พอชาวบ้านรีบเก็บข้าวเปลือก ด้วยเกรงอันตรายจากน้ำฝน แต่ฝนนั้นก็มิได้ตกลงมา เป็นแต่มีเสียงฟ้าลั่นครืนครั่นอยู่ เช่นนั้น จากนั้น เมฆดำทั้งสี่ทิศก็หายไป
ความวิปริตผิดลักษณะของดินฟ้าอากาศอย่างนี้ เปรียบเหมือนโคดำทั้งสี่ ทำอาการเหมือนจะทะยานเข้าประหารกัน แล้วกลับถอยหนี ดูกร มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จะมีในรัชกาลพระมหาบพิตร ก็หาไม่! แต่จักมีในกาล เมื่อโลกวิปริตผิดจากธรรมดา กาลแห่งเหตุอันไม่ควร ถือกันว่าเป็นเหตุอันควร กาลแห่งเหตุอันควร ถือว่าเป็นเหตุอันไม่ควร กาลแห่งความไม่เป็นจริง แต่กลับถือเป็นจริง กาลแห่งความจริง แต่กลับถือไม่เป็นจริง กาลแห่งพวกอลัชชีไม่กลัวบาปมากขึ้น และกาลแห่งพวกละอายบาปลดน้อยลง
ทรงสรุปพุทธทำนายพระสุบินตอนที่ 1 ว่า กาลเมื่อโลกวิปริตผิดธรรมดานั้น จักมีในสมัยที่ผู้มีอำนาจเหนือคน ปราศจากยางอาย ใช้อำนาจ และความพยายามของตน เป็นเครื่องมือปกครองคน เพื่อความสุขสวัสดีของตนเป็นที่ตั้ง
พุทธทำนาย ตอน 1 พุทธทำนาย อยู่ในคัมภีร์เอกนิบาตชาดก วรุณวรรค พระเจ้าปเสนทิ แห่งแคว้นโกศล ทรงพระสุบินพิสดาร คืนเดียว เป็นเรื่องเป็นราวติดต่อกัน 16 ตอน
พระสุบิน ตอนที่ 1 พระเจ้าปเสนทิกราบทูลพระพุทธเจ้า ว่า ข้าพระองค์เห็นโคอุสุภราชร่างกายกำยำ ขนเขางาม สีหนังน้ำเงินคล้ำ ใกล้ดำเหมือนสีดอกอัญชันแก่...สี่ตัว มันมาจากไหนไม่ปรากฏ วิ่งเพริดเตลิดมาพร้อมกันที่หน้าพระลาน ทำอาการเหมือนหนึ่งจะเข้าชนกัน เมื่อมหาชนแตกตื่นออกมาดูสัตว์กีฬา เข้าใจว่าโคประหลาดทั้งสี่จักทะยานเข้าประหารกัน แต่โคเหล่านั้น ก็เพียงส่งเสียงร้องก้องขู่เข็ญจะเอาชีวิตกัน แล้วก็กลับหันหลังให้กันเสีย ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จะเป็นประการใดหรือ พระพุทธเจ้าข้า
ดูกร มหาบพิตร ผลแห่งสุบินนิมิตนี้ จักมีในอนาคตกาล พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ ในกาลนั้น ผู้มีอำนาจปกครองคน มิได้ตั้งตนอยู่ในธรรม บำเพ็ญแต่อกุศล ทุจริต สั่งสมแต่ความประพฤติผิด และยังเสวนากับคนผิด เห็นแก่อามิสและอำนาจ เทพเจ้าจึงบันดาลให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล สรรพธัญญาหารจักเสื่อมโทรมไม่เป็นผล เกิดอดอยากกันขึ้นทั่วประเทศมณฑล
พระสุบินมีทั้งหมด
ตอน ๑. ในสุบินว่า"ได้เห็นโคอุสุภราชสีดำ ๔ ตัว มาแต่ทิศทั้ง ๔ ทำอาการเหมือนจะชนกันที่หน้าพระลานหลวง ครั้นมหาชนมามุงดู โคอุสุภราชทั้ง ๔ ทำเหมือนจะชนกันจริง ๆ ส่งเสียงคำรามร้องกึกก้อง แล้วต่างตัวต่างก็ถอยหลังไปไม่ชนกันอย่างที่คิด"
มีพุทธพยากรณ์ว่า "เมื่อผู้ปกครองบ้านเมืองไม่อยู่ในธรรม โกงกินบ้านเมือง ธรรมชาติจะเกิดวิปริต วิสัยผู้คนจะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่ดี"
ถ้านำเอาพุทธพยากรณ์มาเปรียบเทียบกับดวงดาวในวิชาโหราศาสตร์ "โคอุสุภราชสีดำทั้ง ๔ตัว สีดำ ก็คือ ดาวเสาร์ ซึ่งหมายถึงความทุกข์ยากแห้งแล้ง ส่วนโคอุสุภราช หมายถึง เมฆฝน เพราะเป็นสัตว์สวรรค์บนท้องฟ้า คล้ายเมฆดำอันหมายถึง โคดำ นั่นเอง"
ตอน ๒. สุบินว่า "เห็นต้นไม้และกอเล็ก ๆ ผุดขึ้นจากดินแล้วเจริญขึ้นโดยลำดับ ผลิตดอกออกผลในขณะที่เล็กๆอยู่นั้น"
ทรงพระพุทธทำนายว่า "โลกสมัยต่อไปจะเสื่อม อายุผู้คนจะสั้น แต่กิเลสกลับร้อนแรงขึ้น จะสมสู่กันแต่เล็ก ๆ จนเกิดลูกหลานเมื่ออายุยังน้อย เหมือนต้นไม้เล็กมีดอกผลฉะนั้น"
พุทธทำนายข้อนี้ ปัจจุบันได้บังเกิดให้เห็นกันบ้างแล้ว ถึงแม้ความเจริญทางด้านการแพทย์จะสูงขึ้น แต่คนก็ยังอายุสั้นและตายกันง่ายอยู่ดี เพราะสภาพมลภาวะที่เป็นพิษ และอาวุธที่ทันสมัย ฆ่ากันให้ตายได้ในพริบตาเดียว ส่วนการที่คนมีกิเลสตัณหามากขึ้น มีการสมสู่กันแต่เล็ก ๆ อย่างที่เห็นกันในสถาบันศึกษาต่าง ๆ มีการจับคู่กันอยู่อย่างสามีภรรยา ไปไหนมาไหนก็กอดกันไป แม้ในที่สาธารณะ เปลี่ยนคู่นอนกันเรื่อยไป มีการสำรวจพบว่า เด็กผู้หญิงเริ่มมีเพศสัมพันธ์ อายุน้อยที่สุดเพียง 11 ปีเท่านั้น เด็กผู้ชายก็เริ่มเมื่ออายุ เพียง 12 ปีเช่นกัน
ตอน ๓. สุบินว่า "แม่โคดูดนมลูกโค ซึ่งเกิดในวันนั้น" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปการเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จะเสื่อมถอยลง และในทางตรงกันข้าม ผู้ใหญ่ต่างหากจะต้องประจบเด็ก เหมือนแม่โคดูดนมลูกโคฉะนั้น"
ในปัจจุบัน ผู้ใหญ่ในความคิดของเด็ก ๆ เหมือนหัวหลักหัวตอ ที่จะมาเคารพนบไหว้นั้น ไม่ค่อยจะมีให้เห็น เมื่อสัก ๕ หรือ ๖ ปี มานี้ ได้มีลัทธิอุบาทว์ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย มีคนหลงเข้าไปเป็นสาวกอยู่มาก มาจากพวกเกาหลีหรือญี่ปุ่นนี่แหละ มีการสอนให้ทำสมาธิ สอนไปสอนมา สอนออกมาได้ว่า "พ่อแม่มีหน้าที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดู ไม่ได้ถือเป็นบุญคุณอะไร
เรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องมาประจบเอาอกเอาใจเด็กก็เหมือนกัน มีให้เห็นกันดาษดื่น ประเภทรักลูก โอ๋ลูกจนลูกเสียคน ดูอย่างนายพลคนหนึ่ง ที่ลูกชายไปก่อเวรสร้างกรรมกับภรรยา ที่มีดีกรีเป็นถึงรองนางสาวไทยและยังไปก่อเวรกับชาวบ้าน ทำให้เดือดร้อนกันทั่ว แม้กระทั่งตำรวจบนโรงพักก็ไม่เว้น แต่แทนที่ผู้เป็นพ่อจะเห็นกับคุณธรรมหรือส่วนรวม กลับเข้าข้างลูกตนชนิดดำเป็นขาวทีเดียว ลูก ส.ส. ที่ก่อกรรมทำเข็ญกับสาวนักเรียนอายุ 19 ปี ฆ่าคนและข่มขืน 2 สาวพม่า จนไส้แตก พ่อที่เป็นส.ส.ยังเข้าข้างลูกตนเองกลับดำเป็นขาว นี่แหละหนาโลกยุคปัจจุบันสมดังพุทธทำนายไม่ผิดเพี้ยนเลย
ตอน๔. สุบินว่า "เห็นคนเอาโคกำลังเอก หรือมีพละกำลังแข็งแรง ปล่อยปละเอาไว้ไม่นำเข้าเทียมแอก แต่กลับนำเอาโครุ่นที่ปราศจากกำลัง มาใช้เทียมแอกแทน ซึ่งเจ้าโครุ่นเมื่อไม่สามารนำเกวียนแล่นได้ ก็สลัดแอกนั้นเสีย" (โครุ่น เปรียบเหมือนเด็กวัยรุ่น ๑๕-๑๖, โคกำลังเอก เหมือนผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์)
ทรงพุทธพยากรณ์ว่า "ต่อไปผู้มีปัญญาที่ซื่อตรงต่อแผ่นดินจะไม่ได้รับการยกย่องในหน้าที่ราชการ แต่ยศศักดิ์จะถูกนำไปให้แก่ผู้ที่ไร้ปัญญาทำงาน ซึ่งไม่สามารจะปฏิบัติราชการให้ดีได้แต่มีความประจบสอพลอ เหมือนคนปล่อยโคมีกำลังออก แล้วนำโครุ่นมาเทียมแทนนั้น"
ข้อนี้จริงแท้แน่นอน เหมือนกับคำพังเพยที่ว่า "ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน"ฉันใดก็ฉันนั้นขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะเสียกรุงครั้งที่ ๑ ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหินทราธิราช ที่ทรงหลงกลพระเจ้าบุเรงนองที่แกล้งปล่อยพระยาจักรี ที่ถูกจับได้ในสงครามคราวก่อน ให้มาเป็นไส้ศึก เมื่ออำนาจการบัญชาการสูงสุดในการป้องกันพระนครตกอยู่กับคนชั่วอย่างพระยาจักรี มันก็แกล้งสับเปลี่ยนตำแหน่งให้คนอ่อนแอ ไม่เอาไหน อยู่ด้านหน้า คนดีมีฝีมือก็ย้ายไปอยู่เสียด้านอื่นที่ไม่มีข้าศึกมาประชิด หากใครกล้าหือ ก็จะถูกกำจัดเสียด้วยเล่ห์กล ต่าง ๆ และอำนาจที่มีอยู่ขนาดพระศรีเสาวภาคย์ พระอนุชาแท้ ๆ ของพระมหินทร์ ที่มีความสามารถมากในการป้องกันพระนครยังถูกใส่ความว่าจะเป็นกบฎ จนต้องพระราชอาญาถึงประหารชึวิตในที่สุด
ตอน ๕. สุบินว่า "เห็นม้าตัวหนึ่งมีปากสองข้าง คนสองคนยื่นข้าวให้ม้าคนละปาก ม้าเคี้ยวข้าวกล้าด้วยปาก ๒ข้างนั้น ทรงมีพุทธทำนายว่า ต่อไปผู้ใหญ่ในประเทศจักโลเล ไม่ยุติธรรม รับสินบนจากคู่ความทั้งสองฝ่าย แล้วตัดสินตามใจชอบของตน เอาแต่สินบนเป็นประมาณ เหมือนม้าเคี้ยวข้าวกล้าด้วยปากทั้งสองข้างฉะนั้น
ตอน ๖. สุบินว่า "คนเอาถาดทองคำราคาแสนตำลึง เอาไปให้สุนัขจิ้งจอก แล้วสุนัขนั้นก็ถ่ายปัสสาวะในถาดทองคำนั้น" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปคนดีมีตระกูลจะยากไร้สิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำจะได้เป็นใหญ่ ผู้มีตระกูลจะยกลูกสาวให้แก่ผู้ไม่มีตระกูล เหมือนสุนัขจิ้งจอกถ่ายปัสสาวะลงในถาดทองคำนั้น"
ตอน๗. สุบินว่า " เห็นบุรุษหนึ่งนั่งฟั่นเชือกอยู่บนตั่ง หย่อนปลายเชือกที่ฟั่นแล้วห้อยไปใต้ตั่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมียนอนอยู่ใต้ตั่ง หิวจัด ได้กัดกินเชือกที่บุรุษฟั่นนั้นเรื่อย ๆ ไป ยิ่งฟั่น ก็ยิ่งหมดลงไปทุกทีแต่บุรุษนั้นหารู้ไม่" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า " ต่อไปหญิงทั้งหลายจะเหลาะแหละกับผู้ชาย และชอบเสพสุรา ชอบซื้อแต่เครื่องประดับตกแต่งตน ชอบทำเสน่ห์ยาแฝด มิได้เหลียวแลการบ้าน ชอบคบชู้ จะผลาญทรัพย์ที่สามีหามาได้ด้วยความลำบากให้หมดสิ้นไป เหมือนนางสุนัขจิ้งจอก หิวจัด เคี้ยวเชือกที่บุรุษฟั่นนั้นให้หมดไป"
ตอน๘. สุบินว่า " ได้เห็นกระออมใหญ่ใบหนึ่งมีน้ำเต็ม และมีโอ่งเปล่าล้อมกระออมใหญ่อยู่หลายใบ มีคนมาตักน้ำจาก ๘ ทิศ เทลงในกระออมที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว แทนที่จะเทลงในโอ่งเปล่าที่ไม่มีน้ำ ดังนั้นน้ำในกระออมจึงไหลล้นออกมา " ทรงพระพุทธทำนายว่า " คนที่รวยอยู่แล้วยิ่งมีคนยากจนมาหารายได้ให้ หรือส่งเสริมให้รวยมากขึ้น การที่คนจนมาทำงานส่งเสริมให้คนรวย แทนที่จะสร้างฐานะให้ตนเองร่ำรวยก็เหมือนคนที่มาตักน้ำใส่กระออมอันมีน้ำเต็มอยู่นั่นเอง
ตอน ๙. สุบินว่า "สระใหญ่แห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม มีท่าขึ้นลงอยู่รอบสระ สัตว์ต่าง ๆ พากันลงมาดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่ริมสระน้ำจะขุ่น เพราะสัตว์ลงมาดื่มกิน น้ำกลับใส ส่วนที่กลางสระที่สัตว์ต่าง ๆ พากันไปไม่ถึงนั้นแทนที่น้ำจะใสกลับขุ่นคลั่ก" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปผู้เป็นใหญ่ในประเทศจะไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักรีดนาทาเร้นราษฏรในเมืองหลวง ทำให้ราษฏรทนไม่ได้ก็เลยอพยพไปอยู่ยังชายแดนหมด เมืองหลวงก็ว่างเปล่าไม่มีคนส่วนชายแดนหนาแน่นด้วยผู้คน เหมือนกลางสระน้ำขุ่นริมสระน้ำใสนั้น"
ตอน ๑๐. สุบินว่า "เห็นข้าวหุงในหม้อใบหนึ่ง มี 3 อย่าง คือ ข้างหนึ่งดิบ ข้างหนึ่งเปียก อีกข้างหนึ่งเป็นท้องเลน" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไป เมื่อคนไม่อยู่ในศีลธรรมแล้ว ฝนก็จะไม่ตกโดยทั่วถึง ส่วนที่ไม่ตกเลย ข้าวกล้าก็
เหี่ยวแห้ง ส่วนตกพอดีข้าวกล้าก็งอกงาม เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวกันมีเป็น ๓ อย่าง"
ตอน ๑๑ . สุบินว่า " เห็นคนเอาแก่นจันทน์ ราคาแสนตำลึง ไปแลกกับนมโคที่เสีย"
ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปภิกษุอลัชชี ไม่มียางอาย จะนำธรรมที่ตถาคตกล่าวติเตียนความโลภ ไปแสดงให้คนอื่นละความโลภ แล้วพากันบริจาคจตุปัจจัยให้แก่ตน ภิกษุอลัชชีเหล่านั้นจะเที่ยวไปนั่งแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ เพื่อหวังลาภ เหมือนคนเอาแก่นจันทน์อันมีค่า (ธรรมของพระพุทธองค์)ไปแลกกับนมโคเสียฉะนั้น(ทรัพย์สินเงินทองที่คนพากันมาบริจาค)"
ตอน ๑๒. สุบินว่า " ได้เห็นน้ำเต้าที่เขาคว้านไส้ออก เหลือแต่เปลือกเปล่า ซึ่งควรจะลอยน้ำแต่กลับจมดิ่งลงในน้ำ " ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปถ้อยคำของคนชั่ว ไม่มีศีล ไม่มีธรรม จะมั่นคง ส่วนถ้อยคำของคนดีมีศีลธรรม จะอับเฉา เหมือนน้ำเต้าเปล่า แต่จมน้ำฉะนั้น "
ตอน ๑๓. สุบินว่า "ได้เห็นหินก้อนใหญ่ ประมาณเท่าเรือน ลอยอยู่บนผืนน้ำ เหมือนสำเภาหรือเรือใหญ่ ๆ ฉะนั้น "ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปคนดีมีศีลธรรมจะไม่มีใครเคารพนับถือ จะเคารพนับถือแต่คนชั่วไร้ศีลไร้ธรรม เหมือนหินลอยน้ำฉะนั้น
ตอน ๑๔. สุบินว่า "เห็นนางเขียดเล็กตัวหนึ่ง วิ่งไล่งูเห่าตัวใหญ่ไปโดยกำลังเร็ว แล้วกัดงูเห่ากลืนกิน" ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปสามีจะอยู่ในอำนาจของภรรยา จะถูกภรรยาด่าว่าเช่นคนรับใช้เหมือนนางเขียดกินงูเห่า
ตอน ๑๕. สุบินว่า "ได้เห็นหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาในที่ต่างๆ " ทรงมีพระพุทธทำนายว่า " ต่อไปผู้มีตระกูลจะต้องเที่ยวประจบสวามิภักดิ์ผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาฉะนั้น "
ตอน ๑๖. สุบินว่า "ได้เห็นแพะไล่ติดตามเสือเหลือง แล้วกินเสือเหลืองเสีย ภายหลังเสืออื่น ๆ เห็นแพะแต่ไกลก็เกิดความหวาดกลัว พากันวิ่งหนีหลบซ่อนไปในที่ต่างๆ"
ทรงมีพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปศิษย์จะสู้ครู ผู้น้อยจะข่มเหงผู้ใหญ่ คนดีจะถูกคนชั่วเบียดเบียนและจะต้องหลบหลีกซ่อนเร้นไปเพราะกลัวเหมือนเสือหนีแพะฉะนั้น"
หมายเหตุ: คุณครู.คอม
|
| |
|
|
|